1. กรณีมีข้อสงสัยในเงื่อนไข และความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันชีวิต ติดต่อสอบถามได้ที่ใคร

กรณีมีข้อสงสัย สามารถสอบถามได้จาก

1. ตัวแทนประกันชีวิตที่ท่านซื้อกรมธรรม์
2. ศูนย์บริการลูกค้าที่สำนักงานใหญ่ หรือสาขาทั่วประเทศ
3. ศูนย์บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (Call Center) ของบริษัทประกันชีวิต
4. เว็บไซต์ของบริษัทประกันชีวิต
5. ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนของบริษัทประกันชีวิต
            

2. ผู้รับประโยชน์หรือทายาทที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวตจะได้รับเงินสินไหมทดแทนภายในกี่วัน

บริษัทพิจารณาจ่ายเงินตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ทำไว้ภายใน 15 วัน นับจากวันที่บริษัทได้รับเอกสารครบถ้วน

3. ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง สำหรับการเรียกร้องสินไหมทดแทน

กรณีที่มีชีวิตอยู่ครบตามสัญญา          
ต้องเตรียมยื่นเอกสาร ดังนี้                                                                                      
            1. กรมธรรม์ประกันชีวิต
            2. สำเนาบัตรประชาชน (ผู้เอาประกันภัย)
กรณีเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย
            1. กรมธรรม์ประกันชีวิต                                                                                                      
            2. สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านผู้รับผลประโยชน์ โดยนำต้นฉบับมาด้วย                                                                                                          
            3. สำเนาใบมรณบัตร โดยนำต้นฉบับมาด้วย                                                                                         
            4. สำเนาทะเบียนบ้าน ที่มีการจำหน่ายการตายของผู้เอาประกันภัย โดยนำต้นฉบับมาด้วย                       
            5. ใบรับรองแพทย์                                                                                                    
 กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุต้องเพิ่มเติมในส่วนของเอกสาร ดังนี้ 
            6. สำเนาบันทึกประจำวัน                                                                                                           
            7. สำเนารายงานการชันสูตรศพ

4. จะเรียกร้องสินไหมทดแทนอย่างไรหากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตกรณีเสียชีวิต

ขั้นตอนแรกโทรติดต่อบริษัทฝ่ายสินไหมทดแทน แจ้งรายละเอียดและกรอกแบบฟอร์ม  ซึ่งแบบฟอร์มจะอยู่ในกรมธรรม์ประกันชีวิต หรือรับที่บริษัทประกันชีวิต หรือพิมพ์จากเว็บไซต์บริษัท กรอกแบบฟอร์มพร้อมแนบเอกสารตามที่ระบุ (แจ้งอยู่ในกรมธรรม์)  จากนั้นยื่นเอกสารด้วยตนเองที่บริษัทประกันชีวิต หรือสาขาของบริษัทประกันชีวิต หรือทางไปรษณีย์ หรือตัวแทน(ถ้ามี)          

5. วันเริ่มต้นการคุ้มครองของการประกันชีวิตใช้บอกอะไร?

ใช้บอกวันที่เริ่มต้นและสิ้นสุดของความคุ้มครองตามสัญญาประกันชีวิต นอกจากนี้ยังใช้บอกวันที่เริ่มต้นนับสิทธิต่างๆ ในสัญญาประกันชีวิต เช่น สิทธิโต้แย้ง การนับระยะเวลาฆ่าตัวตาย ภายใน 1 ปี นับแต่วันทำสัญญา

6. ใบคำขอเอาประกันชีวิตมีความสำคัญอย่างไร

:  มีความสำคัญ เนื่องจากบริษัทจะรับหรือปฏิเสธการทำประกันชีวิต โดยพิจารณาจากข้อมูลที่ให้ไว้ในใบคำขอเอาประกันชีวิต เพราะหากบริษัทตรวจสอบและพบทีหลังว่าท่านไม่แถลงความจริง บริษัทประกันชีวิตอาจสามารถปฏิเสธการจ่ายสินไหมได้

7. ผู้ที่ทำประกันชีวิต (เพื่อผู้สูงอายุ) สามารถนำเบี้ยประกันภัยมาใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้หรือไม่?

สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ ในกรณีที่กรมธรรม์มีระยะเวลาเอาประกันภัยตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และแบบกรมธรรม์ต้องระบุว่าสามารถใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

8. ผู้เอาประกันภัยจะได้รับอะไรเป็นหลักฐานการรับประกันภัย นอกจากใบเสร็จรับเงิน

บริษัทรับประกันภัยจะออกกรมธรรม์ประกันชีวิต ตัวแทน หรือนายหน้า    จะติดต่อผู้เอาประกันภัยเพื่อนำกรมธรรม์มอบให้ พร้อมใบเสร็จรับเงินของบริษัท ภายใน 7 วัน   ในขณะเดียวกันบริษัทรับประกันชีวิต จะโทรหาผู้เอาประกันภัย เพื่อยืนยันความถูกต้องของกรมธรรม์ ตามที่เสนอขายภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ส่งกรมธรรม์ประกันชีวิต

9. กรมธรรม์เริ่มมีผลบังคับเมื่อไร

กรมธรรม์เริ่มมีผลบังคับเมื่อผู้เอาประกันภัยได้ชำระเงิน พร้อมรับรับใบรับเงินชั่วคราวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

10. เมื่อผู้เอาประกันภัยได้รับกรมธรรม์ประกันชีวิตสามารถทำการยกเลิกได้หรือไม่ และมีเงื่อนไขอย่างไร

กรณีซื้อผ่านทางโทรศัพท์
 ตอบ :ผู้เอาประกันภัยตรวจกรมธรรม์ประกันชีวิตแล้ว ไม่ตรงกับความต้องการ สามารถใช้สิทธิยกเลิกกรมธรรม์ประกันชีวิต ได้ภายใน   30 วันนับตั้งแต่วันที่ได้รับกรมธรรม์ประกันชีวิต (ผู้เอาประกันภัยได้รับเบี้ยประกันภัยคืนเต็มจำนวน)

กรณีซื้อผ่านทางตัวแทน / นายหน้าประกันชีวิต
ผู้เอาประกันภัยตรวจกรมธรรม์ประกันชีวิตแล้ว ไม่ตรงกับความต้องการ สามารถใช้สิทธิยกเลิก กรมธรรม์ประกันชีวิต ได้ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับกรมธรรม์ประกันชีวิต (โดยเสียค่าออกกรมธรรม์ 500 บาท)

11. หากซื้อประกันชีวิต (เพื่อผู้สูงอายุ) ผ่านทางโทรศัพท์จะต้องกรอกใบคำขอเอาประกันชีวิตหรือไม่

ไม่ต้องกรอกใบคำขอเอาประกันชีวิต เนื่องจากบริษัทจะทำการบันทึกเสียงสนทนาไว้เป็นหลักฐานในการทำสัญญาประกันชีวิต โดยผู้เอาประกันภัยไม่ต้องลงลายมือชื่อ  บริษัทประกันชีวิตจะพิมพ์การให้ข้อมูลดังกล่าวลงในแบบฟอร์มคำขอเอาประกันชีวิต เพื่อแนบไปกับกรมธรรม์ประกันชีวิต ดังนั้น เมื่อผู้เอาประกันภัยได้รับกรมธรรม์แล้ว   ควรตรวจสอบข้อมูลที่พิมพ์ลงในแบบฟอร์มคำขอเอาประกันชีวิตว่าตรงกับข้อมูลที่ผู้เอาประกันภัยให้ไว้หรือไม่

12. เมื่อศึกษารายละเอียดเงื่อนไขต่างๆ ดีแล้ว จะสมัครทำประกันเพื่อผู้สูงวัย จะต้องทำอย่างไรต่อไป

ตอบตกลงและกรอกใบคำขอกรมธรรม์ประกันชีวิต พร้อมชำระเบี้ยประกันภัย และรับใบเสร็จรับเงินชั่วคราว 

13. ทำอย่างไรเมื่อมีตัวแทนหรือนายหน้ามาเสนอขาย

เมื่อมีตัวแทนหรือนายหน้ามาเสนอขายประกันชีวิต ท่านจะต้องอ่านและทำความเข้าใจกับแบบประกันที่สนใจ   ผลประโยชน์ที่จะได้รับ เงื่อนไข ความคุ้มครองและข้อยกเว้นต่างๆ และสิทธิการยกเลิกกรมธรรม์ในช่วง Free look Period           

14. ยกตัวอย่างถ้านายก. นายข. และนาย ค. ทำกรมธรรม์ประกันชีวิตเพื่อผู้สูงอายุ ไว้และเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ กับเสียชีวิตจากการเจ็บป่วย จะมีเงื่อนไขความคุ้มครองแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร

นาย ก.  เสียชีวิตจากการเจ็บป่วยในช่วง 2  ปีแรก   บริษัทจะจ่ายเบี้ยประกันภัยที่ชำระมาแล้วบวกเงินเพิ่มไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2  ของจำนวนเบี้ยประกันภัย
           นาย ข. เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในช่วง 2 ปีแรก บริษัทจะจ่ายเงินตามจำนวนเอาประกันภัยทำไว้
           (กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ คุ้มครองเต็มเต็มวงเงินอาประกันภัย โดยไม่ต้องรอ 2 ปี)
           นาย ค. เสียชีวิตทุกกรณีตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป บริษัทจะจ่ายเงินตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ทำไว้

15. กรณีที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป สามารถซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบทั่วไปและแบบผู้สูงอายุได้หรือไม่

สามารถซื้อได้ทั้งสองแบบ โดยผู้เอาประกันภัยจะต้องศึกษาเปรียบเทียบข้อมูลกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบทั่วไป   และแบบ(เพื่อผู้สูงอายุ) ว่าแบบไหนตรงตามความต้องการของผู้เอาประกันภัย

16. อายุมากแล้วรับประกันภัยหรือไม่ ต้องตรวจสุขภาพหรือไม่

สามารถรับประกันภัยได้ตั้งแต่อายุ 50-70 ปี หรือ 75 ปี โดยไม่ต้องตรวจและไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ เนื่องจากเป็นแบบประกันภัยพิเศษที่ทำขึ้นเพื่อผู้สูงอายุ 

17. แบบประกัน(เพื่อผู้สูงอายุ)แตกต่างจากแบบประกันชีวิตทั่วไปอย่างไร

ประกันชีวิตแบบผู้สูงอายุ ประกันชีวิตแบบทั่วไป
1.ชื่อแบบ......   (เพื่อผู้สูงอายุ)
2.อายุรับประกันภัย  50-70 หรือ 75 ปี
3.เงินเอาประกันภัยสูงสุด 600,000 (ขึ้นอยู่กับบริษัทประกันภัย)
4.ไม่ต้องตรวจหรือตอบคำถามสุขภาพ
 
5.ความคุ้มครอง
-  เมื่อเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยภายใน 2 ปีแรก รับเงินเท่ากับเบี้ยประกันภัยที่ชำระมาแล้วบวกเงินเพิ่มไม่ต่ำกว่าร้อยละ 2  ของเบี้ยประกันภัย
1.ชื่อแบบ ไม่มีคำว่าเพื่อผู้สูงอายุ
2.อายุรับประกันภัย  ตั้งแต่แรกเกิด
3.เงินเอาประกันภัย  ไม่จำกัด (ผู้ทำเลือกเองได้และขึ้นอยู่กับบริษัทรับประกันภัย)
4.มีทั้งต้องตรวจสุขภาพ และไม่ต้องตรวจสุขภาพ(ขึ้นอยู่กับระบบพิจารณารับประกันภัยของแต่ละบริษัท)
5.ความคุ้มครอง
-  เสียชีวิตจากการเจ็บป่วยหรืออุบัติหตุ รับเงินตามทุนประกันภัย “นับแต่วันแรกที่กรมธรรม์มีผลบังคับ”
หมายเหตุ บริษัทสามารถบอกเลิกและปฏิเสธการรับประกันชีวิตได้ภายใน 2 ปี หากผู้เอาประกันภัยปกปิดข้อมูลในใบคำขอเอาประกันชีวิต (สิทธิโต้แย้ง)

18. แบบประกันเพื่อผู้สูงอายุคืออะไร

แบบประกันชีวิตเพื่อผู้สูงอายุ เป็นแบบประกันชีวิตที่ถูกออกแบบมาสำหรับคนที่มีอายุค่อนข้างมาก ซึ่งวัยนี้มีโอกาสเจ็บป่วยหรืออาจไม่แข็งแรงนัก ทางบริษัทประกันชีวิตจึงได้ออกแบบประกันชีวิตแบบพิเศษ แยกออกมาจากประกันชีวิตแบบอื่นๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีโอกาสทำประกันชีวิตได้ (ประกันชีวิตแบบอื่นอาจจะทำไม่ได้ หรือต้องเพิ่มเบี้ยประกันภัย เนื่องจากสูงวัยสุขภาพมักจะไม่แข็งแรงเหมือนเช่นวัยหนุ่มสาว)

19. ทำไมเราต้องทำประกันชีวิต ?

ประกันชีวิตเป็นทั้งการลงทุนและการออม เพื่อวางแผนเตรียมรับความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้น ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินและค่าใช้จ่าย เพราะเราไม่รู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตและครอบครัวเราบ้างในวันข้างหน้า .... 

ประโยชน์ของการประกันชีวิต
  1. หลักประกันของครอบครัว (Family Income Protection) 
  2. เงินออมเพื่อการศึกษาของบุตร (Education Saving)
  3. เงินออมเพื่อไว้ใช้หลังวัยเกษียณอายุ (Retirement Saving)
  4. ค่าใช้จ่ายเพื่ออุบัติเหตุ และสุขภาพ (Accident & Health Coverage) 
  5. ทุนสำรองเลี้ยงชีพกรณีทุพพลภาพถาวร
  6. คุ้มครองวงเงินสินเชื่อ OD / หนี้สินระยะสั้น / หนี้สินระยะยาว
  7. การสะสมทรัพย์พร้อมรับผลตอบแทนทางการเงินโดยไม่มีความเสี่ยง
  8. สร้างสวัสดิการด้านค่ารักษาพยาบาลเพิ่มเติมให้กับตนเองและสมาชิกอื่นๆ ในครอบครัว
  9. ทุนสำรองสำหรับการรักษาโรคร้ายแรงต่อเนื่องโดยเฉพาะ
  10.  เงินบำนาญตลอดชีพ
  11. ลดหย่อนภาษี

20. การทำประกันสุขภาพต้องทำระยะเวลาคุ้มครองเท่าไหร่ดี จึงจะคุ้มค่าเงิน

ประกันสุขภาพ เป็นสัญญาที่มีอายุความคุ้มครอง 1 ปี สามารถต่ออายุความคุ้มครองเมื่อครบปีกรมธรรม์ 
 
ในกรมธรรม์ประกันชีวิตประกันสุขภาพจะเป็นสัญญาเพิ่มเติมที่แนบอยู่กับกรมธรรม์หลัก และไม่มีเงินคืนใดๆ สำหรับประกันสุขภาพ ผลประโยชน์มีเพียงสินไหมที่จะจ่ายให้เมื่อเกิดเจ็บป่วย หรือ อุบัติเหตุ (ต้องตรวจสอบเงื่อนไขความคุ้มครองในสัญญา)
 
ดังนั้น ความคุ้มค่า ไม่ขึ้นกับระยะเวลา (ด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นสัญญาปีต่อปี)
 
หากสมัครทำประกันไประยะหนึ่งแล้ว ไม่ต้องการความคุ้มครองประกันสุขภาพอีกต่อไป ก็สามารถแจ้งบริษัทเพื่อทำการยกเลิกสัญญาเพิ่มเติมดังกล่าวได้ โดยทั่วไปบริษัทประกันชีวิตจะยกเลิกสัญญาเพิ่มเติมที่ขอยกเลิกในงวดถัดไป  
 
ขอเรียนว่า ควรพิจารณาให้แน่ใจว่าไม่ต้องการความคุ้มครองแล้ว เพราะหากโอกาสข้างหน้าอยากทำประกันสุขภาพใหม่อีก บริษัทที่รับประกันก็จะพิจารณาตามสภาวะสุขภาพในขณะนั้น ซึ่งอาจแตกต่างจากในปัจจุบัน

21. การประกันชีวิตแบบบำนาญ คือ...

คือ การประกันชีวิตแบบเงินได้ประจำ (บำนาญ)
เหมาะสำหรับบุคคลที่ต้องการเก็บเงินไว้ใช้จ่ายยามชรา โดยบริษัทจ่ายเงินคืนให้เป็นงวดๆ จนเสียชีวิต หรือสูงสุดตามที่ตกลงกันไว้

กรมธรรม์ประกันชีวิต แบ่งออกเป็นดังนี้
1 แบบการประกันชีวิตที่เป็นพื้นฐานมี 4  แบบ
(1) การประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา
 - คล้ายกับการประกันวินาศภัยที่เป็นเบี้ยประกันสูญเปล่า
 - มีระยะเวลาคุ้มครองที่แน่นอน  เช่น 5ปี 10 ปี เป็นต้น
 - จะจ่ายทุนประกันภัยเฉพาะกรณีผู้เอาประกันเสียชีวิตในระหว่างสัญญามีผลบังคับเท่านั้น
 - เหมาะสำหรับบุคคลที่มีรายได้ไม่สูงมากนัก ที่ต้องการความคุ้มครองสูง หรือคุ้มครองหนี้สินจากการเช่าซื้อ หรือต้องการความคุ้มครองระยะสั้น

(2) การประกันชีวิตแบบตลอดชีพ
 - มีระยะเวลาคุ้มครองตลอดชีพ หรือจนถึง ผู้เอาประกันภัยมีอายุ 90 ปีโดยจ่ายทุนประกันภัยให้ผู้รับประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต หรือจ่ายทุนประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัยเมื่ออายุ 90 ปี
 - มีทั้งความคุ้มครองและการออมทรัพย์
 - เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเงินทุนสำหรับค่าใช้จ่ายครั้งสุดท้ายของชีวิต
 - ชำระเบี้ยประกันภัยได้ 3 แบบ…
     1.ชำระตลอดชีพ
     2.ชำระจำกัดระยะเวลา
     3.ชำระครั้งเดียว
(3) การประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์
 - มีระยะเวลาประกันภัยแน่นอน เช่น 10 ปี 20 ปี หรือครบอายุ 60 ปี 
 - จ่ายทุนประกันภัยเมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตหรืออยู่จนครบสัญญา
 - ประกอบด้วยการประกันสองแบบมารวมกัน คือแบบชั่วระยะเวลากับแบบสะสมทรัพย์แท้จริง
 - เหมาะสำหรับเป็นกองทุนการศึกษาให้กับบุตร

(4) การประกันชีวิตแบบเงินได้ประจำ(บำนาญ)
 - เหมาะสำหรับบุคคลที่ต้องการเงินไว้ใช้จ่ายยามชรา อันเนื่องมาจากการสูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจ
 - มีระยะเวลาที่แน่นอนในการกำหนดวันเริ่มจ่ายเงินได้ประจำ (บำนาญ) เช่น ที่อายุ 55,60 หรือ 65 ปี
 - คุ้มครองรายได้ที่สม่ำเสมอเมื่อเกษียณอายุ,ทุพพลภาพ โดยบริษัทจ่ายเงินให้เป็นงวดๆจนเสียชีวิตหรือสูงสุดไม่เกิน 85 ปี (งวดรายเดือน 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี)
 - ส่งเบี้ยประกันภัยเป็นงวดๆ ไปจนถึงอายุที่ตกลงกันไว้ เช่น   อายุ 55 ปี หรือ 60 ปี เป็นต้น 


2 แบบการประกันชีวิตแบบพิเศษที่มีการการลงทุนเพิ่ม เป็นการซื้อประกันชีวิต ที่มีการลงทุนด้วย
(1) แบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (Universal Life)
    - อีกชื่อหนึ่งคือ Flexible Premium Adjustable Life
    - เงินที่ผู้เอาประกันภัยได้รับ เท่ากับทุนประกันภัย + ผลประโยชน์จากผลตอบแทนจากการลงทุน ดังนั้น จึงได้รับเงินสูงกว่าเบี้ยประกันภัยเสมอ
    - บริษัทประกันชีวิตเป็นผู้บริหารการลงทุน
(2) การประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit Link)
    -  เบี้ยประกันชีวิตแยกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นความคุ้มครอง ส่วนที่นำไปลงทุนในกองทุนรวม และส่วนที่เป็นค่าใช้จ่าย-ค่าธรรมเนียมต่างๆ
    -  ผู้เอาประกันภัยเป็นผู้เลือกลงทุนในกองทุนรวมต่างๆ 
    -  เงินลงทุนที่ได้อาจน้อยกว่าหรือมากกว่าเบี้ยประกันภัยในส่วนลงทุน ดังนั้น เงินครบกำหนดที่ได้รับอาจน้อยกว่าเบี้ยประกันภัยที่จ่าย

22. ตรวจผลสอบใบอนุญาตตัวแทนฯ

ตรวจผลสอบ เช็คผลสอบ ผลสอบตัวแทน ผลสอบใบอนุญาตตัวแทนประกันชีวิต 

คลิกที่นี่ www.tlaa.org/WEBReg/ChkResult_Main.php

23. ผู้เอาประกันได้รับกรมธรรม์แล้ว จะยกเลิกได้หรือไม่

เมื่อได้รับกรมธรรม์ประกันภัยจากบริษัทประกันชีวิตแล้ว ขอให้ตรวจสอบความถูกต้อง หากไม่พึงพอใจด้วยสาเหตุใดก็ตามสามารถใช้สิทธิยกเลิกสัญญา (Free Look) โดยส่งคืนกรมธรรม์ประกันภัยมายังบริษัทประกันชีวิตภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับกรมธรรม์จากบริษัทประกันชีวิตซึ่งบริษัทประกันชีวิตจะคืน เบี้ยประกันภัย ที่เหลือจากการหักค่าตรวจสุขภาพตามที่จ่ายจริง (ถ้ามี) และค่าใช้จ่ายของบริษัทฉบับละ 500 บาทแล้ว

24. ต้องการซื้อเพิ่มอุบัติเหตุและสุขภาพ ได้หรือไม่

ผู้เอาประกันภัยที่ต้องการความคุ้มครองเพิ่มมากขึ้นจากความคุ้มครองด้านการ มีชีวิตอยู่หรือการตาย บริษัทประกันชีวิตจึงได้มีรูปแบบความคุ้มครองต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น การประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลการประกันภัยค่ารักษาพยาบาลและผ่าตัดในโรง พยาบาล การประกันภัยโรคร้ายแรงและอื่น ๆ อีกมาก
ทั้งนี้ การที่ผู้เอาประกันภัยจะสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองพิเศษนี้ได้จะต้องเลือก ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตหลักก่อนแล้ว จึงค่อยซื้อความคุ้มครองพิเศษนี้ในรูปแบบของสัญญาเพิ่มเติม โดยสัญญาเพิ่มเติมที่ซื้อนี้จะเป็นสัญญาปีต่อปี

25. บริษัทจะจ่ายเงินตามกรมธรรม์ในกรณีใด

  1. จ่ายเงินผลประโยชน์ให้ผู้เอาประกันภัยในระหว่างอายุสัญญาตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ในกรมธรรม์ประกันภัย
  2. จ่ายเงินเอาประกันภัยและผลประโยชน์ให้ผู้เอาประกันภัยเมื่อสัญญาครบกำหนด
  3. จ่ายเงินเอาประกันภัยให้ผู้รับผลประโยชน์เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิต ระหว่างที่สัญญาประกันชีวิตมีผลบังคับอยู่

26. กรณีใดที่บริษัทไม่จ่ายเงินตามกรมธรรม์

  1. ผู้เอาประกันภัยฆ่าตัวตายภายใน 1 ปี นับจากวันทำสัญญาประกันชีวิต
  2. ผู้เอาประกันภัยถูกผู้รับประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา
  3. มีการเรียกร้องเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตโดยทุจริต

27. ต้องการคำแนะนำ จะติดต่อสอบถามได้ที่ใด ?

สามารถสอบถามได้โดยตรงที่ บริษัทประกันชีวิต ที่ท่านได้ทำประกันชีวิตไว้ หรือที่ สมาคมประกันชีวิตไทย หรือสายด่วนกรมการประกันภัย โทร. 1186
 

28. การประกันชีวิตต่างกับการประกันวินาศภัย อย่างไร?

ข้อแตกต่างคือ การประกันชีวิต จะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันชีวิตเมื่อผู้เอาประกันชีวิตเสียชีวิต ส่วนการประกันวินาศภัยจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่แท้จริงแต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกัน

29. ทำไมจึงต้องมีการประกันชีวิต?

1. ประกันชีวิตช่วยสร้างหลักประกันและความมั่นคงให้แก่ผู้เอาประกันภัยและครอบครัว อาทิ หากผู้นำครอบครัวทำประกันชีวิตไว้แล้วเกิดเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร เงินประกันชีวิตที่ได้รับจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินของครอบครัว ได้ระยะหนึ่ง หรือหากทำประกันชีวิตเพื่อการศึกษาของลูกไว้ ลูกก็จะมีเงินใช้จ่ายเพื่อการศึกษาได้ต่อไป เป็นต้น 
2. ประกันชีวิตช่วยให้เกิดการออมทรัพย์อย่างมีวินัยและต่อเนื่อง เพราะการประกันชีวิตเป็นสัญญาระยะยาว และผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายเงินเบี้ยประกันภัยเป็นรายงวด บางรูปแบบของการประกันชีวิตจะมีส่วนของการออมทรัพย์อยู่ด้วย แต่จะไม่เหมือนกับการฝากเงินไว้กับธนาคาร เนื่องจากการทำประกันชีวิตเป็นการซื้อความคุ้มครองเป็นหลัก ดังนั้นหากมีการยกเลิกกรมธรรม์ในปีใดก็ตาม ระหว่างอายุสัญญา เงินที่ผู้เอาประกันภัยได้รับคืนจะไม่เท่ากับจำนวนเงินเบี้ยประกันภัยที่ จ่ายให้บริษัทเพราะส่วนหนึ่งต้องจ่ายเป็นเงินค่าซื้อความคุ้มครอง ส่วนดีก็คือ หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายใต้เงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ผู้รับประโยชน์จะได้รับเงินผลประโยชน์ตามจำนวนเงินเอาประกันภัย ซึ่งมากกว่าจำนวนเบี้ยประกันภัยที่จ่ายบริษัทไปแล้ว 
3. การประกันชีวิตเป็นการระดมเงินทุนในรูปของเบี้ยประกันชีวิต ซึ่งบริษัทสามารถนำไปลงทุนประกอบธุรกิจอื่นได้ตามที่กฏหมายกำหนด ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงิน การจ้างงาน และนำมาซึ่งการพัฒนาประเทศ นอกจากนั้นผู้เอาประกันภัยยังสามารถนำเงินค่าเบี้ยประกันชีวิต สำหรับกรมธรรม์ที่มีระยะเวลาเอาประกันภัยไม่ต่ำกว่า 10 ปี ไปหักเป็นค่าลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ไม่เกิน 100,000 บาท

30. การประกันชีวิตคืออะไร ?

การประกันชีวิตคืออะไร 

การประกันชีวิต คือการชดเชยรายได้ที่ต้องสูญเสียไปอันเนื่องมาจากการตาย ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงหรือชราภาพ โดยบริษัทประกันชีวิตจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์ ตามที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิต
ผู้เอาประกันภัย คือบุคคลที่ตกลงทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทประกันชีวิตโดยอาศัยสาเหตุของการมีชีวิตหรือการตายเป็นเงื่อนไขในการจ่ายเงินประกันชีวิต
ผู้รับผลประโยชน์ คือบุคคลที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันชีวิตว่าจะเป็นผู้ได้รับเงินประกันชีวิต ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา ผู้รับผลประโยชน์อาจเป็นบุคคลเดียวกับผู้เอาประกันภัยก็ได้

31. สมัครทำประกันชีวิตนั้นจะต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง ?

  1. ใบคำขอเอาประกันภัยที่กรอกถูกต้องและครบถ้วน
  2. เบี้ยประกันภัยงวดแรก
  3. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขอเอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์
  4. ผลตรวจสุขภาพและเอกสารอื่น ๆ (ถ้ามี)

32. ขอข้อมูล Distribution By Channel และ รายชื่อธนาคารพาณิชย์

1.สามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้บนเวบไซท์ของสมาคมในเมนู "รายงานสถิติธุรกิจ" "รายงานข้อมูลจำแนกตามช่องทางการจำหน่าย"
2. รายชื่อธนาคารที่เป็นพันธมิตรของบริษัทสมาชิก ไม่มีข้อมูล

33. ประกันชีวิตสามารถลดหย่อนภาษีได้หรือไม่?

ประกันชีวิตสามารถหักลดหย่อนภาษีได้

โดยสรุป

    โดยกรมธรรม์ประกันชีวิตต้องมีอายุสัญญาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป โดยหักลดหย่อนทางภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท ซึ่งกรมธรรม์และ Rider (สัญญาเพิ่มเติม) ที่ซื้อก่อน 1 ม.ค. 2552 สามารถลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมด แต่ กรมธรรม์หรือ Rider (สัญญาเพิ่มเติม) ที่ซื้อหลัง 1 ม.ค. 2552 สามารถหักลดหย่อนภาษีได้เฉพาะกรมธรรม์หลักเท่านั้น

   หากมีกรมธรรม์หลักก่อนแล้ว ผู้เอาประกันภัยได้ซื้อ Rider (สัญญาเพิ่มเติม) เพิ่ม หลังปี พ.ศ. 2552 สามารถหักลดหย่อนภาษีได้เฉพาะกรมธรรม์หลักเท่านั้น ไม่สามารถนำส่วนกรมธรรม์สุขภาพที่ซื้อเพิ่มมาหักลดหย่อนภาษีได้

รายละเอียดเงื่อนไขการทำประกันชีวิตเพื่อนำไปลดหย่อนภาษี ประกอบด้วย

  • เบี้ยประกันชีวิตที่ทำก่อนเดือนมกราคม พ.ศ. 2552 สามารถนำมาลดหย่อนได้ทั้งจำนวน แต่หากซื้อหลังจากเดือนมกราคม พ.ศ. 2552 สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้เฉพาะในส่วนเบี้ยประกันชีวิตเท่านั้น
  • กรมธรรม์ประกันชีวิตต้องมีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และไม่รวมเบี้ยประกันสุขภาพ
  • เบี้ยประกันชีวิต กรณีมีเงินคืนแต่ละปี จะสามารถหักเป็นค่าลดหย่อนทางภาษีได้ ถ้าเข้าหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรกำหนด เช่น มีการจ่ายเงินคืนได้ไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันรับแต่ละปี และสัญญาต้องไม่น้อยกว่า 10 ปี

ตัวอย่างการเสียภาษี

 

 ขั้นรายได้สุทธิ

 อัตราภาษีเงินได้

 ภาษีที่ประหยัดได้ต่อปี

 100,001-500,000

 10%

 10,000

 500,001-1,000,000

 20%

 20,000

 1,000,000-4,000,000

 30%

 30,000

 มากกว่า-4,000,000

 37%

 37,000


ที่มา : บจ.กรุงไทย แอกซ่า ประกันชีวิต

34. การประกันชีวิตแบ่งออกได้เป็นกี่แบบ?

ประกันชีวิตแบ่งออกได้เป็น 4 แบบ
 
1. แบบชั่วระยะเวลา (Term Insurance)
 แบบชั่วระยะเวลา (Term Insurance) คือการประกันชีวิตที่บริษัทตกลงว่าจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้ รับประโยชน์ ถ้าหากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น 1 ปี 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี สัญญาประกันชีวิตแบบนี้มีลักษณะเป็นการให้ความคุ้มครองการเสี่ยงภัยอันเกิด จากการเสียชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว ไม่มีการสะสมทรัพย์รวมอยู่ด้วย จึงมีลักษณะเช่นเดียวกับสัญญาประกันอัคคีภัย เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วจึงไม่มีมูลค่าใด ๆ คืนให้แก่ผู้เอาประกัน 
 
2. แบบตลอดชีพ (Whole life Insurance)
      แบบตลอดชีพ (Whole life Insurance) คือการประกันชีวิตที่บริษัทตกลงว่าจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้ รับประโยชน์ เมื่อผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตโดยไม่คำนึงว่าจะเสียชีวิตเมื่อใด แต่ถ้าหากผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่จนถึงอายุ 99 ปี บริษัทประกันชีวิตก็จะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้เอาประกันภัย
 
3. แบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance)
      แบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance) คือการประกันชีวิตที่บริษัทตกลงว่าจะจ่ายเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ให้แก่ผู้ รับประโยชน์ ถ้าหากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือจ่ายเงินให้แก่ผู้เอาประกันภัยถ้าหากผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่ในวัน ที่สัญญาครบกำหนด 
 
4. แบบเงินได้ประจำ (Annuities Insurance)
      แบบเงินได้ประจำ (Annuities Insurance) คือการประกันชีวิตที่บริษัทตกลงว่าจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเป็นประจำให้แก่ผู้ เอาประกันภัย เมื่อผู้เอาประกันภัยมีชีวิตอยู่ในวันที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยทั่วไปเงินได้ประจำจะจ่ายเป็นปีทุก ๆ ปี จนครบตามเงื่อนไขของสัญญา สัญญาประกันชีวิตแบบนี้เหมาะกับผู้เอาประกันภัยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสะสม ทรัพย์ไว้เป็นค่าใช้จ่ายหลังจากที่เกษียณอายุการทำงานแล้ว