มาวางแผนภาษีปี 2559 กันเถอะ
 
มาวางแผนภาษีกันเถอะ
 
          รู้สึกไหมคะว่าวันเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน เผลอแป๊บเดียวจะสิ้นปีแล้ว นับเป็นช่วงเวลาที่สำคัญสำหรับการทบทวนแผนงาน และแผนชีวิตเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย  เช่นเดียวกับการวางแผนภาษีในช่วงโค้งสุดท้ายของปีกับมาตรการที่ภาครัฐให้การสนับสนุน¬เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในวันหน้าซึ่งผู้เขียนขอนำเสนอตัวช่วยสำหรับลดหย่อนภาษีเพื่อให้คุณผู้อ่านได้เลือกใช้ตามความเหมาะสมนะคะ
 
          อันดับแรกประกันกรมธรรม์ชีวิตที่มีกำหนดอายุสัญญาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สามารถนำเบี้ยประกันภัยไปหักลดหย่อนภาษีได้ 100,000 บาท ซึ่งบางแบบประกันชีวิตมีเงินคืนระหว่างปี  และเมื่อสิ้นสัญญายังได้รับเงินก้อนใหญ่อีกด้วย โดยส่วนใหญ่แล้วจะมากกว่าเงินต้นที่จ่ายไป ทั้งนี้ยังมีประกันชีวิตแบบบำนาญที่สามารถนำเบี้ยประกันชีวิตที่ชำระไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 200,000 บาท ตามเกณฑ์ที่สรรพากรกำหนด  ตัวอย่างเช่น ถ้าฐานภาษีเงินได้ 10 %  จ่ายเบี้ยประกันชีวิต 200,000 บาท จะสามารถลดหย่อนภาษีได้ 20,000 บาท  และหากมีกรมธรรม์ประกันชีวิตบำนาญฉบับเดียวไม่มีแบบประกันชีวิตอื่นใดอีกเลย  จะสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 300,000 บาท ในฐานภาษีที่ 10 % จะลดหย่อนภาษีเงินได้เท่ากับ 30,000 บาท ทั้งนี้จะต้องดูเพิ่มเติมว่าเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญนี้ เมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือเงินสะสมเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ทั้งหมดนี้รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000บาทนอกจากนี้ยังมีกรมธรรม์ประกันลูกกตัญญู สามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพของพ่อแม่มาหักลดลดหย่อนภาษีเงินได้สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท และถ้ามีพี่น้องหลายคนสามารถแบ่งหักลดหย่อนได้เท่าๆ กัน แต่พ่อแม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีซึ่งการประหยัดภาษีจากประกันชีวิตนอกจากมีข้อดีในเรื่องของการลงทุน พร้อมประหยัดภาษีแล้ว   ยังมีข้อดีในเรื่องของการสร้างความมั่นคงให้ชีวิตเพราะได้ซื้อความคุ้มครองไว้นั่นเอง
 
          นอกจากเบี้ยประกันชีวิตที่สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้แล้วยังมีกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF)ที่ผู้บริหารจัดการกองทุนจะนำเงินไปซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ แต่ต้องถือหน่วยลงนั้นไว้ไม่ต่ำกว่า 7 ปี และซื้อได้ไม่เกิน 15 % ของรายได้ทั้งปี 
 
          กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ผู้บริหารจัดการจะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อยกว่าหุ้น เช่น พันธบัตร ตราสารหนี้ ซื้อได้ไม่เกิน 15 % ของรายได้ (RMF + ประกันแบบบำนาญ +กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท) และต้องซื้อติดต่อกันจนกว่าจะอายุครบ 55  ซึ่งผลตอบแทนจากทั้งกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF)และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) จะขึ้นอยู่กับกองทุนที่เราเลือกลงทุน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายลงทุนของแต่ละแห่ง ดังนั้นผู้ลงทุนควรศึกษาให้รอบคอบ และประเมินความเสี่ยงที่ตนสามารถแบกรับได้
 
          สำหรับผู้ที่มีดอกเบี้ยเงินกู้จากการซื้อบ้านหลังแรก หรืออนุโมทนาบัตรจากเงินบริจาค และใบเสร็จค่าที่พักจากการท่องเที่ยวภายในประเทศ ก็สามารถมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน ทั้งนี้ควรศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากประกาศของกรมสรรพากร
 
          การประหยัดภาษี เพื่อแปรรายจ่ายให้เป็นเงินเก็บไม่ใช่สิ่งผิด  หากแต่ต้องทำอย่างถูกต้อง ตรงไป ตรงมาที่สำคัญรีบวางแผนตั้งแต่เนิ่น ๆ  และที่สำคัญอย่าลืมเก็บหลักฐาน เอกสาร เพราะความถูกต้องยืนยันได้ด้วยเอกสารเท่านั้นนะคะ
 
 
 
 
 
 
กลับ15 พฤศจิกายน 2559